Get Adobe Flash player
Home ข้อมูล จ.ยโสธร แหล่งท่องเที่ยว

เทศกาลงานประเพณีและท่องเที่ยวจังหวัดยโสธร

งานประเพณีบุญบั้งไฟ

มีขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ของทุกปี ณ สวนสาธารณะพญาแถนโดยแต่เดิมมีวัตถุประสงค ์เพื่อมุ่งแสดงออกถึงความสามัคคีของหมู่คณะ และมีความเชื่อว่าเมื่อจัดงานนี้แล้วเทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะดลบันดาลให้มีฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์บั้งไฟแต่ละอันที่มาเข้าขบวนแห่ จะถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามด้วยลวดลายไทยสีทอง เล่ากันว่าศิลปะการตกแต่งบั้งไฟนี้ นายช่างจะต้องสับและตัดลวดลายต่างๆ นี้ไว้เป็นเวลาแรมเดือน แล้วจึงนำมาทากาวติดกับลูกบั้งไฟ ส่วนหัวบั้งไฟนั้นจะทำเป็นรูปต่างๆ ส่วนมากนิยมทำเป็นรูปหัวพญานาคอ้าปากแลบลิ้นพ่นน้ำได้ บ้างก็ทำเป็นรูปอื่น ๆ
แต่ก็มีความหมายเข้ากับตำนานในการขอ ฝนทั้งสิ้น ตัวบั้งไฟนั้นจะนำมาตั้งบนฐาน ใช้รถหรือเกวียนเป็นพาหนะนำมาเดินแห่ตามประเพณีบั้งไฟ ที่จัดทำมีหลายชนิด คือ มีทั้งบั้งไฟกิโล บั้งไฟหมื่น และบั้งไฟแสน บั้งไฟกิโลนั้นหมายถึง น้ำหนักของดินประสิว 1 กิโลกรัม บั้งไฟหมื่นก็ใช้ดินประสิว 12 กิโลกรัม บั้งไฟแสนก็ใช้ดินประสิว 120 กิโลกรัมเมื่อตกลงกันว่าจะทำบั้งไฟขนาดไหนก็หาช่างมาทำ หรือที่มีฝีมือก็ทำกันเอง ช่างที่ทำบั้งไฟนั้นสำคัญมาก ช่างจะต้องเป็นผู้มีฝีมือในการคำนวณผสมดินประสิวกับถ่านไม้ เพราะถ้าไม่ถูกสูตรบั้งไฟก็จะแตก คือไม่ขึ้นสู่ท้องฟ้า สำหรับไม้ที่จะทำเป็นเสาบั้งไฟนั้น ต้องมีไม้ไผ่ที่มีลำปล้องตรงกันเสมอกัน จะตัดเอาแต่ที่โคนต้น เพราะมีความหนาและเหนียว ความยาวนั้นแล้วแต่จะตกลงกัน
ในวันรุ่งขึ้นเป็นการจุดบั้งไฟ จะมีการแบกบั้งไฟไปยังฐานยิงในที่โล่ง ถ้าบั้งไฟของใครจุดแล้วยิงไม่ขึ้น คนทำจะถูกจับโยนลงในโคลน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมา

ความเป็นมาของประเพณีบุญบั้งไฟ

ประเพณีบุญบั้งไฟตามตำนานเล่าว่า  เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดเป็นพญาคางคก พญา คางคกได้อาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดี ด้วยเหตุใดไม่แจ้งพญาแถนเทพเจ้าแห่งฝนโกรธเคืองโลกมนุษย์มาก จึงแกล้งไม่ให้ฝนตกนานถึง 7 เดือน ทำให้เกิดความลำบากยากแค้นอย่างแสนสาหัสแก่มวลมนุษย์ สัตว์ และพืชจนกระทั่งพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกที่แข็งแรงก็จะรอดตาย และได้พากันมารวมกลุ่มใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กับพญาคางคก  สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงได้หารือกันเพื่อจะหาวิธีการปราบพญาแถน  ที่ประชุมได้ตกลงกันให้พญานาคียกทัพไปรบกับพญาแถน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ จากนั้นจึงให้พญาต่อแตนยกทัพไปปราบแต่ก็พ่ายแพ้อีกเช่นกัน  ทำให้พวกสรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อถอยหมดกำลังใจ และสิ้นหวัง ได้แต่รอวันตาย  ในที่สุดพญาคางคกขออาสาที่จะไปรบกับพญาแถน  จึงได้วางแผนในการรบโดยให้ปลวกทั้งหลายก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงเมืองพญาแถน เพื่อเป็นเส้นทางให้บรรดาสัตว์ ซึ่งมีมอด แมงป่อง และตะขาบ ได้เดินทางไปสู่เมืองพญาแถน สำหรับมอดได้รับหน้าที่ให้ทำการกัดเจาะด้ามอาวุธที่ทำด้วยไม้ทุกชนิด  ส่วนแมงป่องและตะขาบให้ซ่อนตัวอยู่ตามกองฟืนที่ใช้หุงต้มอาหาร และอยู่ตามเสื้อผ้าของไพร่พลพญาแถน ทำหน้าที่กัดต่อย หลังจากวางแผนเรียบร้อยกองทัพของพญาคางคกก็เดินทางออกรบ  มอดทำหน้าที่กัดเจาะด้ามอาวุธ แมงป่องและตะขาบกัดต่อยไพร่พลของพญาแถนเจ็บปวดร้องระงมจนกองทัพระส่ำระส่าย ในที่สุดพญาแถนยอมแพ้  และตกลงทำสัญญาสงบศึกกับพญาคางคก ดังนี้

  1. 1.       ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์
  2. 2.       ถ้าได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว
  3. 3.       ถ้าได้ยินเสียงสนู (เสียงธนูควายของว่าว) หรือเสียงโหวด ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว

หลัง จากที่ได้สัญญากันแล้ว พญาแถนจึงได้ถูกปล่อยตัวไป และได้ปฏิบัติตามสัญญาจนบัดนี้  การจุดบั้งไฟให้ขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อเป็นการแสดงคารวะ กับเป็นสัญญาแจ้งให้เทพารักษ์ได้ทราบว่าใกล้จะถึงฤดูทำไร่ไถนากันแล้ว ขอได้โปรดเมตตาช่วยบันดาลให้ฝนตกมายังภาคพื้นดินด้วย ประกอบกับชาวพื้นเมืองทั่ว ๆ ไปในภาคอีสาน    ได้ทำพิธีแห่บุญบั้งไฟขึ้นก็ในราวเดือน 6 ซึ่งเป็นเดือนราษฎร์ และตรงกับเดือนหลวงก็คือเดือนพฤษภาคมของทุก ๆ ปี

พิธีสมรสหมู่แบบคาทอลิกที่โบสถคริสต์บ้านซ่งแย้ (วัดอัครเทวดามิคาแอล)  ในช่วงวันวาเลนไทน์ (14 กุมภาพันธ์  ของทุกปี) ที่โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จะจัดพิธีสมรสหมู่แบบคาทอลิกให้กับคู่บ่าวสาวที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตคู่ร่วม กัน โดยการจัดพิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติของคู่บ่าวสาวและแขกเหรื่อที่มา ร่วมงาน มีขบวนแห่ขันหมาก พิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณพิธีสมรสแบบคาทอลิก พิธีอวยพร  และการแสดงศิลปวัฒนธรรมเพื่อแสดงความยินดีกับคู่สมรส

งานประเพณีแห่มาลัยตำบลฟ้าหยาด จัดบริเวณเทศบาลตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย  ในเทศกาลวันมาฆะบูชา ของทุกปี  โดยในงานดังกล่าวชุมชนต่างๆ จะนำข้าวตอกขาวที่คัดจากข้าวเปลือกที่ดีที่สุด มาร้อยเป็นมาลัยและประดับตกแต่งอย่างงดงามสื่อความหมายแทนดอกมณทารพที่จะ ถวายเป็นพุทธบูชา ในช่วงกลางคืนมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อสมโภชมาลัยจากนั้นก็จะจัดขบวน แห่มาลัยข้าวตอก แห่แหนไปทอดถวายเป็นพุทธบูชา ณ วัดหอก่อง

ประเพณีการแห่มาลัยข้าวตอก ชาวอำเภอมหาชนะชัยมีความเชื่อเรื่องใช้ข้าวถวายเป็นพุทธบูชาอยู่แล้ว เป็นประเพณีที่เกิดจากการแพร่กระจายของการใช้ข้าวเป็นเครื่องบูชา ได้จัดประเพณีการแห่มาลัยขึ้นเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชน ปรับเปลี่ยนมาจนเป็นมาลัยที่ใช้แขวนเป็นเครื่องบูชานั้นได้เกิดกระบวนการ สั่งสมประสมการและภูมิปัญญา ตลอดจนเกิดเป็นวัฒนธรรมซึ่งมีคติในพิธีกรรม ที่มาที่แฝงเร้นในการจัดพิธีกรรมการแห่ข้าวดอก โดยจะมีชุมชนที่เข้าร่วมจัดทำเป็นมาลัยขนาดใหญ่เพื่อเป็นตัวแทนชุมชนเข้า ร่วมการประกวด ชุมชนที่เข้าร่วมในการแห่มาลัยมากที่สุดคือ  หมู่  2  หมู่ 4 และหมู่ 8  ตำบลฟ้าหยาด  ในตำบลอื่นก็มีทำบ้างแต่ไม่มากนัก

 

ท่องเที่ยวจังหวัดยโสธร

ย่านเมืองเก่าบ้านสิงห์ท่า
ค้น หาอดีตเมืองยโสธร ยโสธรเมืองเล็กที่งดงามด้วยวัฒนธรรมและงานบุญบั้งไฟพร้อมอาหารเป็นเอกลักษณ์ ทั้งปลาส้มและลอดช่องยโสธร อีกทั้งยังมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ย่านบ้านสิงห์ท่า ใครได้มายโสธรแล้วไม่ไปเที่ยวชม ก็เหมือนมาไม่ถึง...

 

 

ชมโบราณสถาน วัดพระพุทธบาทยโสธร

วัดพระพุทธบาทยโสธร ตั้งอยู่ที่บ้านหนองยาง ตำบลหัวเมือง ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 6 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2083 ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเป็นเนินทรายขาวสูง บริเวณวัดมีเนื้อที่ประมาณ 269 ไร่ ตั้งอยู่บนเนินทรายริมฝั่งแม่น้ำชี ตำบลหัวเมืองงอกขึ้นกลางพื้นที่ลุ่มน้ำชีนับเป็นโบราณวัตถุอันล้ำค่าของ จังหวัด บริเวณเดียวกันนี้ยังมีโบราณวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง ได้แก่ พระพุทธรูปปางนาคปรก (ศิลาแลง) 1 องค์ ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอก และหลักศิลาจารึกทำด้วยศิลาแลง 1 หลัก สูง 1 เมตร กว้าง 50 เซ็นติเมตร มีตัวหนังสือโบราณบันทึกไว้ว่า โบราณวัตถุทั้ง 3 อย่างนี้ พระมหาอุตตปัญญาและสิทธิวิหาริก ได้นำมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 1378 นอกจากนั้นก็เขียนบอกคำนมัสการพระพุทธบาทไว้ บางตัวก็อ่านไม่ออกเพราะเลือนลางมาก ในระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี จะมีประชาชนจากอำเภอและตำบลใกล้เคียงไปนมัสการเป็นจำนวนมากภายในวัดแบ่ง พื้นที่เป็นเขตโบราณสถานและโบราณวัตถุ ซึ่งโบราณสถานและโบราณวัตถุยังคงสภาพให้เห็นจนถึงปัจจุบัน คือ รอยพระพุทธบาท  พระพุทธรูปปางนาคปรก และศิลาจารึก นอกจากนี้ภายในวัดยังมีเจดีย์วัดพระพุทธบาทยโสธร สูง 45 เมตร มี 3 ชั้น ชั้นที่ 1 จัดแสดงศิลปหัตถกรรมเครื่องใช้ของคนภาคอีสานในอดีต และเป็นห้องสมุดสำหรับค้นคว้าพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ชั้นที่ 2 เป็นที่แสดงหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนบูรพาจารย์ จำนวน 8 องค์ ส่วนชั้นที่ 3 เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุประดิษฐานในบุษบกแกะสลักสีทอง และในอุโบสถวัดพระพุทธบาทยโสธร ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาวขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย

 

การเดินทาง ห่างจากอำเภอเมือง 45 กิโลเมตร ตามเส้นทางยโสธร – คำเขื่อนแก้ว-มหาชนะชัย –พนมไพร (ทางหลวงหมายเลข 23, 2083 และ 2227)

หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์

หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์ ตั้ง อยู่ที่วัดสระไตรนุรักษ์ บ้านนาเวียง หมู่ที่1 ตำบลนาเวียง อำเภอทรายมูล จ.ยโสธร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นหอไตรเก่าแก่อยู่กลางสระน้ำ


สร้างมาประมาณร้อยกว่าปี เป็นสถาปัตยกรรมแบบพม่าหรือไทยใหญ่ เป็นอาคารไม้ขนาดกว้าง 8.30 เมตร ยาว 10.50 เมตร หลังคามุมสังกะสี มีชายคายื่นทั้ง 4 ทิศ หลังคามี 4 ชั้น ลดหลั่นกันขึ้นไปมีประตูด้านหน้า 1 ช่อง บานประตูแกะสลักลวดลายสวยงาม ใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกแต่มาโบราณ

แหล่งโบราณสถานบ้านสงเปือย ยโสธร

แหล่งโบราณสถานบ้านสงเปือย อยู่ห่างจากตัวเมืองยโสธร 25 กิโลเมตร ตามเส้นทางยโสธร-คำเขื่อนแก้ว-อุบลราชธานี (ทางหลวงหมายเลข 23) จะมีทางแยกขวาเข้าไปอีกราว 10 กิโลเมตร

สิ่งสำคัญและปูชนียสถานที่น่าสนใจมีดังนี้

  • พระพุทธรูปใหญ่ เป็นพระประธานในอุโบสถวัดสงเปือย มีขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง 8 เมตร เป็นพระพุทธรูปปั้นด้วยอิฐ ปูน มีอายุไม่น้อยกว่า 200 ปี
  • เจดีย์บรรจุดินจากสังเวชนียสถาน เดิมเป็นเจดีย์เก่า มีอายุมากกว่า 200 ปี ในปี พ.ศ. 2498 ได้ต่อเติมขึ้นใหม่ โดยเงินทุนของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม พระปลัดเขียน อัมมาพันธ์ นำดินจากสังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน จากประเทศอินเดียมาบรรจุไว้
  • รอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างโดยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิง ในวันสงกรานต์ของทุกปีมีประชาชนในท้องถิ่นมาสรงน้ำเป็นจำนวนมาก
  • พิพิธภัณฑ์ของโบราณ เป็นสถานที่รวบรวมของโบราณซึ่งเก็บและขุดได้จากดงเมืองเตยเมืองเก่าสมัยขอม ในพิพิธภัณฑ์นี้มีเตียงบรรทมเจ้าเมือง (เป็นศิลา) และศิลาจารึก สันนิษฐานว่าเป็นอักษรขอมโบราณ
  • ซากเมืองโบราณดงเมืองเตย อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านสงเปือยห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอประมาณ 7 กิโลเมตร ภายในบริเวณดงเมืองเตยมีซากวัด สระน้ำ กำแพงเมือง ซึ่งปัจจุบันได้ชำรุดลงไปมากแล้ว แต่ยังมีเค้าโครงเดิมพอจะสันนิษฐานได้ว่าเดิมเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณสมัย เจนละ-ทวารวดี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 จากข้อความที่พบในจารึกของกษัตริย์เจนละ แสดงว่าโบราณสถานแห่งนี้สร้างขึ้นเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ที่นับถือพระ ศิวะ ในช่วงเวลานั้น บริเวณดงเมืองเตย รวมทั้งชุมชนใกล้เคียงเคยเป็นเมืองที่มีชื่อว่า “ศังขะปุระ” มีความสัมพันธ์ในฐานะเมืองในปกครองของอาณาจักรเจนละ ซึ่งก็คืออาณาจักรขอมในสมัยต่อมาที่แผ่อำนาจเข้ามาในเขตลุ่มแม่น้ำมูล-ชี ในช่วงเวลาดังกล่าว

ภูถ้ำพระ พระพุทธรูปในถ้ำ ยโสธร

ภูถ้ำพระ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านกุดแห่  หรือกุดแห ตำบลกุดเชียงหมี ห่างจากอำเภอเลิงนกทา 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 212 และห่างจากอำเภอเมือง 85 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “ภูถ้ำพระ”

เนื่องจากมีพระ พุทธรูปอยู่ในถ้ำจำนวนมาก ถ้ำพระนี้เป็นถ้ำใหญ่กว้างประมาณ 3 วา ยาวประมาณ 8 วา ตั้งอยู่ชะง่อนภูด้านทิศใต้ มีทางเข้าไปตามซอกหินเป็นอุโมงค์ จากปากถ้ำเลยไปทางทิศเหนือสามารถเดินลอดไปได้ บนภูเขาลูกนี้นอกจากจะมีบรรยากาศร่มเย็นและร่มรื่นไปด้วยป่าไม้หนาทึบแล้ว บริเวณโดยรอบยังมีถ้ำอื่น ๆ อีก อาทิ ถ้ำเค็ง ถ้ำงูซวง ถ้ำเกลี้ยง และถ้ำพรหมบุตร

ประวัติความเป็นมา พระธาตุก่องข้าวน้อย ยโสธร

พระธาตุก่องข้าวน้อย ตั้งอยู่ในทุ่งนา ตำบลตาดทอง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 23 (ยโสธร-อุบลราชธานี) กิโลเมตรที่ 194 เลี้ยวซ้ายไปอีก 1 กิโลเมตร

พระธาตุก่องข้าว น้อยเป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม สร้างในพุทธศตวรรษที่ 23-25 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ในเขตวัดพระธาตุก่องข้าวน้อย ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงทุ่งนาในเขตตำบลตาดทอง พระธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน รูปทรงแปลกไปจากเจดีย์โดยทั่วไป คือมีลักษณะเป็นก่องข้าว องค์พระธาตุเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สาม ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 2 เมตร ก่อสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ช่วงกลางขององค์พระธาตุมีลวดลายทำเป็นซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ถัดจากช่วงนี้ไปเป็นส่วนยอดของเจดีย์ที่ค่อยๆ สอบเข้าหากัน ส่วนยอดรอบนอกของพระธาตุก่องข้าวน้อยมีกำแพงอิฐล้อมรอบขนาด 5?5 เมตร

นอกจากนี้บริเวณ ด้านหลังพระธาตุมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่งก่อด้วยอิฐ ชาวบ้านนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก และในเดือนห้าจะมีผู้คนนิยมมาสรงน้ำพระและปิดทอง เชื่อกันว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ฝนจะแล้งในปีนั้น

พระธาตุก่องข้าวน้อย มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ซึ่งผิดไปจากปูชนียสถานแห่งอื่นๆ ที่มักเกี่ยวพันกับเรื่องพุทธศาสนา แต่ประวัติความเป็นมาของพระธาตุก่องข้าวน้อยกลับเป็นเรื่องของหนุ่มชาวนาที่ ทำนาตั้งแต่เช้าจนเพล มารดาส่งข้าวสายเกิดหิวข้าวจนตาลาย อารมณ์ชั่ววูบทำให้เขากระทำมาตุฆาตด้วยสาเหตุเพียงว่าข้าวที่เอามาส่งดูจะ น้อยไปไม่พอกิน ครั้นเมื่อกินข้าวอิ่มแล้ว ข้าวยังไม่หมดจึงได้สติคิดสำนึกผิดที่กระทำรุนแรงต่อมารดาของตนเองจนถึงแก่ ความตาย จึงได้สร้างพระธาตุก่องข้าวน้อยแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลขออโหสิกรรมและล้างบาปที่ตนกระทำมาตุฆาต

นอกจากนี้ที่ บริเวณบ้านตาดทอง กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นเรื่องราวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และภาชนะลายเขียนสีแบบบ้านเชียง

วัดมหาธาตุ โบราณสถานพระพุทธบุษยรัตน์ ยโสธร

วัดมหาธาตุ ตั้ง อยู่ในเขตเทศบาลเมือง โบราณสถานที่สำคัญในวัดคือ พระพุทธบุษยรัตน์หรือพระแก้วหยดน้ำค้าง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยเชียงแสน เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของยโสธรที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้พระสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองยโสธรคนแรก

ภายในวัดมหาธาตุมีสิ่งที่น่าสนใจคือ

พระธาตุยโสธร หรือ พระธาตุอานนท์ ตั้ง อยู่หน้าอุโบสถ เป็นพระธาตุรุ่นเก่าที่สำคัญองค์หนึ่งในภาคอีสาน เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมส่วนยอดคล้ายพระธาตุพนม ภายในพระธาตุบรรจุอัฐิธาตุของพระอานนท์ การก่อสร้างได้รับอิทธิพลศิลปะลาวที่นิยมสร้างขึ้นเมื่อปลายสมัยกรุง ศรีอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งตรงกับประวัติการตั้งเมืองและประวัติของวัดมหาธาตุฉบับหนึ่งว่า สร้างราวพ.ศ. 2321 โดยท้าวหน้า ท้าวคำสิงห์ ท้าวคำผา   ซึ่งเดิมเป็นเสนาบดีเก่าของกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ต่อมาได้อพยพผู้คนภายใต้การนำของพระวอ พระตา ราว พ.ศ. 2313-2319 มาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่นี้

ลักษณะพระธาตุ ฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละ 81 เมตร ก่ออิฐถือปูนเอวฐานคอดเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย เหนือขึ้นไปเป็นเรือนธาตุ มีซุ้ม 4 ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน ส่วนยอดธาตุมียอดปลีเล็กแซมทั้ง 4 ด้าน ยอดกลางทรงสี่เหลี่ยมสอบ มี 2 ชั้น รูปแบบการก่อสร้างคล้ายกับพระธาตุก่องข้าวน้อยและทางวัดจะจัดให้มีงานสมโภช พระธาตุอานนท์ขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม

หอไตร เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานของวัด ตั้งอยู่ตรงกลางสระทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระธาตุ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะแบบหอไตรภาคอีสานทั่วไป มีทางเดินโดยรอบติดกันใต้ชายคา บริเวณนี้เป็นที่เก็บรักษาตู้พระธรรม หีบพระธรรม เสลี่ยงชั้นวางคัมภีร์ซึ่งนำมาจากเวียงจันทน์ ซุ้มประตูและบานประตูไม้สลักลวดลายเครือเถาลงรักปิดทองอย่างสวยงาม การตกแต่งฝาผนังมีลวดลาย ซึ่งเป็นลักษณะผสมแบบภาคกลางสันนิษฐานว่า หอไตรสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สวนสาธารณะพญาแถน ยโสธร

สวนสาธารณะพญาแถน ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมถนนแจ้งสนิท (ทางหลวงหมายเลข 23) ติดกับอ่างเก็บน้ำลำทวน ภายในสวนพญาแถนมีลำน้ำเล็กๆ คดเคี้ยวล้อมรอบบริเวณโดยรอบประกอบด้วยสวนไม้ดอกไม้ประดับ สังคีตศาลา (เวทีการแสดงกลางแจ้ง) สนามเด็กเล่น และสวนสุขภาพ

เทศบาลกำหนดให้ สวนพญาแถนเป็นสถานที่จัดงานบั้งไฟประจำปี (พญาแถนเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งฝนตามความเชื่อของชาวอีสานว่าเมื่อถึงเดือนหก จะต้องทำบั้งไฟจุดขึ้นไปบนท้องฟ้าถวายพญาแถน ฝนจะได้ตกต้องตามฤดูกาล) นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานแข่งเรือสั้น(เรือหาปลา)ประจำปี และงานสงกรานต

โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้

อำเภอไทยเจริญ จ.ยโสธร

โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ ตั้งอยู่ที่อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร มีประวัติเล่าสืบกันมาว่าในปี ค.ศ.1908 มีผู้หนีตายอพยพจากที่ต่าง ๆ กัน เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้รวม 5 ครอบครัว ซึ่งหนีมาด้วยสาเหตุเดียวกัน คือ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงรุมทำร้ายและขับไล่

จากนั้นได้เดิน ทางไปหาบาทหลวงเดชาแนล และบาทหลวงออมโบรซีโอ ที่บ้านเซซ่ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ขอให้ไปช่วยขับไล่ผีปิศาจที่สิงสู่อยู่กับตนและ ครอบครัว ซึ่ง บาทหลวงทั้ง 2 ท่าน ก็ยอมเข้าป่าลึกไปตามคำขอ เมื่อรู้สึกดีขึ้น ทั้ง 5 ครอบครัว จึงเข้านับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ต่อมาบ้านหนองซ่งแย้ มีผู้คนอพยพ ไปอยู่มากขึ้น ในปี ค.ศ. 1909 ชาวบ้านปลูกกระต๊อบ ฝาขัด แตะเล็กๆ ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา นับว่าเป็นจุดกำเนิดวัดซ่งแย้ หรือชื่ออย่าง เป็นทางการ เป็นภาษาละตินว่า วัดอัครเทวดามิคาแอล ตามชื่อนักบุญองค์สำคัญ เป็นภาษาอังกฤษคือโบสถ์ เซนต์ไมเคิล เป็นภาษาฝรั่งเศสคือ โบสถ์แซงต์ มิเชล โดยมีบาทหลวงเดชาแนล เป็นอธิการโบสถ์คนแรก และคนในบ้านหนองซ่งแย้ซึ่งล้วนแต่เป็นชาวไทยอีสาน ได้มาเข้ารีต ถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เกือบทั้งหมด

หลังจากนั้น ได้มีการสร้างอาคารโบสถ์ใหม่หลายครั้ง โบสถ์ไม้เนื้อแข็งหลังปัจจุบันนี้ เป็นโบสถ์หลังที่ 4 วางแผนก่อสร้างปี ค.ศ. 1936 ชาวบ้านพากันรวบรวมไม้ ลงมือสร้างปี ค.ศ. 1947 ตัวโบสถ์รูปทรงที่สร้างขึ้นมีลักษณะแบบศิลปะไทย กว้าง 16 เมตร ยาว 57 เมตร จัดเป็นโบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย ใช้แผ่นไม้เป็นแป้นมุง หลังคา 80,000 แผ่น ใช้เสาขนาดต่างๆกันถึง 360 ต้น ส่วนใหญ่เป็นเสาไม้เต็ง เสาในแถวกลางมีขนาดใหญ่ยาวที่สุดมี 260 ต้น สูงจากพื้นดินกว่า 10 เมตร พื้นแผ่นกระดานเป็นไม้แดงและไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ ม้านั่งไม้จุคนได้กว่าพันคน ระฆังโบสถ์มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 2 ฟุต อยู่ในหอระฆังสูงที่สร้างแบบหอระฆังตามวัดไทยทั่วไป แต่แปลกตรงที่แยกต่างหากจากโบสถ์ และเนื่องจากไม้ที่ได้รวบรวมมามีจำนวนมาก จึงได้นำไม้ที่เหลือมาสร้างโรงเรียนบ้านซ่งแย้พิทยา

การเดินทาง จาก ยโสธรใช้ทางหลวงหมายเลข 2169 เลยอำเภอกุดชุมไปประมาณ 7-8 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกราว 600 เมตร ถึงบริเวณโรงเรียนซ่งแย้พิทยาและโบสถ์ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกัน

หมู่บ้านทำหมอนขิต

บ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จ.ยโสธร
หมู่บ้านทำหมอนขิตบ้านศรีฐาน ห่างจากตัวเมืองยโสธร 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางยโสธร-ป่าคิ้ว-อำนาจเจริญ (ทางหลวงหมายเลข 202) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 18-19 แยกทางขวามือเข้าไปทางลูกรังอีก 3 กิโลเมตร

หลังฤดูทำนาชาวบ้านแทบทุกครัวเรือน มีอาชีพทอผ้าและทำหมอนขิต นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมและซื้อหมอนขิต ไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งขณะนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ส่งเป็นสินค้าออกไปขายต่างประเทศ นับเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน ที่นำรายได้เป็นอันดับสองรองจากการทำนา

กู่จาน

อำเภอคำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร
ตั้งอยู่ที่บ้านงิ้ว ตำบลกู่จาน ห่างจากตัวอำเภอ 12 กิโลเมตร กู่จานเป็นเจดีย์เก่าเจดีย์หนึ่งในจังหวัด มีลักษณะคล้าย ๆ กับพระธาตุพนม ตามตำนานเล่าว่ากู่จานมีมาตั้งแต่ครั้งสร้างพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

บ้านทุ่งนางโอก

อำเภอเมือง จ.ยโสธร
ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 8 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 2169 (ยโสธร-กุดชุม) มีชื่อเสียงในการจักสานไม้ไผ่ เพื่อเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนและของที่ระลึก

หมู่บ้านนาสะไมย

อำเภอเมือง จ.ยโสธร
ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับบ้านทุ่งนางโอก มีชื่อเสียงในเรื่องการจักสานไม้ไผ่และการแกะสลักเกวียนจำลองที่ปราณีตงดงาม

 

มรดกทางธรรมชาติ

จังหวัดยโสธร อยู่ในพื้นที่แอ่งโคราช - อุบล  และเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งกุลาร้องไห้  มีแม่น้ำชีไหลผ่านทางตอนใต้ของจังหวัด  ทางตอนเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลอนคลื่น ติดกับแนวเทือกเขาภูพาน  ป่าไม้เป็นป่าเต็งรังเป็นส่วนมาก  มีป่าดงดิบแล้งและป่าผสมผลัดใบอยู่บ้างบางพื้นที่
พื้นที่ป่าสงวนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มีอยู่ประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ ไร่  ประมาณร้อยละ ๙ ของพื้นที่จังหวัด

ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงปอ ดงบังอี่
อยู่ในเขตอำเภอเลิงนกทา  ลักษณะภูมิประเทศเป็นหุบเขาโค้งเป็นวงแหวน  มีแนวเทือกเขาภูพานเป็นหุบเขาโค้งเป็นวงแหวน  มีแนวเทือกเขาภูพานเป็นวงรอบทางด้านเหนือและด้านตะวันออก  สภาพป่าเป็นป่าดงดิบแล้ง  และป่าผสมผลัดใบ เป็นป่าสมบูรณ์ ประมาณ ๑๓๙,๐๐๐ ไร่  ประมาณร้อยละ ๔๘ ของพื้นที่ป่าสงวนทั้งหมด  มีพันธุ์ไม้สำคัญและมีค่าอยู่มาก ที่สำคัญและมีความเกี่ยวพันกับชาวยโสธรในอดีตคือ เร่ว หรือ หมากเหน่ง และกระวาน  ซึ่งเป็นพืชที่เกิดขึ้นตามพื้นล่างของป่า ชอบเกิดในป่าที่สมบูรณ์  ผลแห้งมีกลิ่นหอมใช้ประกอบเครื่องเทศ และยาสมุนไพร  จึงเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทยมานาน  ยโสธรเป็นเมืองหนึ่งที่ถูกกำหนดให้ส่งผลเร่ว และกระวานเข้าส่วนกลาง

ป่าสงวนแห่งชาติดงมะไฟ
พื้นที่ส่วนใหญ่ อยู่ในเขตอำเภอทรายมูล  มีพื้นที่ประมาณ ๖๓,๐๐๐ ไร่  เป็นป่าสมบูรณ์อยู่เพียงประมาณ ๗,๑๐๐ ไร่  เป็นป่าเต็งรังและป่ากึ่งเบญจพรรณ  ป่าแห่งนี้มีเห็ดหลายชนิดขึ้นแซมพื้นป่า จนกลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญ โดยเฉพาะในห้วงฤดูฝน เช่นเห็ดโคน  เห็ดไค  เห็ดละโงก ฯลฯ ดงมะไฟยังเป็นแหล่งอาหารของอิสานหลายชนิด เช่นไข่มดแดง  จักจั่น  กะปอม (กิ้งก่า) ผักติ้ว  ผักกระโดม เป็นต้น

ภูถ้ำพระ

เป็นเนินเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๒๓๐ เมตร   เป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาภูพาน  อยู่ในเขตอำเภอเลิงนกทา  บริเวณยอดเนินเป็นลานกว้าง  มีหินรูปร่างแปลก ๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไป  เป็นประติมากรรมทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่สวยงามมากแห่งหนึ่ง  บางแห่งเป็นถ้ำเงิบ  หินผา  สลับกับ พะลานหินกว้าง ประกอบด้วยลานหินปุ่ม หินแตก และเสาเฉลียงรูปทรงต่าง ๆ อันเกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน  มีจุดชมวิวที่สวยงามอยู่หลายจุด  สามารถมองเห็น ภูหมู และภูแผงม้าได้อย่างชัดเจน ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก พื้นที่โดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่นสวยงาม  ตามหลืบถ้ำจะมีพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้ มีอายุเก่าแก่อยู่เป็นจำนวนมาก

ต้นยางนาใหญ่ดอนปู่ตา บ้านหัวเมือง
ดอนปู่ตามีต้นยางนาขนาดใหญ่ขึ้นอยู่หลายสิบต้น  และมีศาลเจ้าปู่อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านใช้ประกอบพิธีกรรมตาม ความเชื่อถือของท้องถิ่น  ที่เชื่อว่าต้นไม้ใหญ่เป็นที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งผีปู่ผีตา นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านให้ช่วยกันรักษาป่าไม้
ในบรรดาต้นยางนาใหญ่มีบางต้น ลำต้นใหญ่ขนาด ๑๐ คนโอบ และสูงประมาณ ๕๐ เมตร เชื่อกันว่าเป็นต้นยางนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดต้นหนึ่งของประเทศไทย
นอกจากต้นยางนาใหญ่แล้ว ดอนปู่ตาบ้านหัวเมือง ยังมีซากโบราณวัตถุทำด้วยหินทราย และศิลาแลงสมัยทวาราวดี แสดงถึงความเก่าแก่ของสถานที่แห่งนี้

มรดกทางวัฒนธรรม


โบราณสถานดงเมืองเตย
ตั้งอยู่ในเขตตำบลสงเปือย  อำเภอคำเขื่อนแก้ว  เป็นชุมชนโบราณสมัยทวาราวดีที่ได้รับอิทธิพลของอารยธรรมในสมัยเจนละ  มีโบราณสถานก่อด้วยอิฐ และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมทำจากหินทรายสีแดงพร้อมศิลาจารึก  เรียกว่าจารึกดงเมืองเตย  ปัจจุบันดงเมืองเตยมีสภาพเป็นป่า สวน และสำนักสงฆ์ มีร่องรอยคูเมืองที่ถูกขุดลอกเป็นสระน้ำ  ได้พบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผาหลายยุค  รวมทั้งเศษตะกรันโลหะเนื่องในอารยธรรมยุคสำริด  นอกจากนั้นยังได้พบประติมากรรมรูปสิงห์หินแกะสลักตามรูปแบบศิลปลพบุรี

โบราณสถานดงศิลาแลง
ตั้งอยู่ใกล้บ้านศรีฐาน ตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว  ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า ดงศิลาเลข  มีโบราณสถานก่อด้วยอิฐและมีใบเสมาทำจากหินทราย  รูปแบบของใบเสมามีอกเลาคล้ายใบไม้ ปักอยู่หลายแห่งในบริเวณนี้  ดงศิลาแลงเป็นโบราณสถานในลุ่มน้ำยังเซบาย  ศิลปวัตถุคล้ายกับบริเวณดงเฒ่าเก่าบ้านนาหมอม้า จังหวัดอำนาจเจริญ

 

โบราณสถานบ้านกู่จาน


อยู่ในเขตตำบลกู่จาน อำเภอคำเขื่อนแก้ว  กู่ทำด้วยศิลาแลงและหินทราย  อยู่ในสภาพชำรุดพังทลาย  มีร่องรอยฐานวางรูปเคารพตามความเชื่อในศาสนาฮินดู  มีร่องรอยชุมชนโบราณสมัยทวาราวดี  มีเสาศิลาแลงรูปแปดเหลี่ยม  อยู่ภายในบริเวณชุมชนหลายแห่ง  ทางทิศตะวันออกของกู่ได้พบสระน้ำที่สร้างในสมัยเดียวกัน

 

แหล่งโบราณคดีบ้านตาดทอง

อยู่ ที่บ้านตาดทอง ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง ฯ มีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่สูงประมาณ ๓ เมตร มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ๑ ชั้น เป็นรูปวงรี  วางตัวตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - ทิศตะวันตกเฉียงใต้  กว้างประมาณ ๕๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๖๕๐ เมตร  ปัจจุบันตัวเมืองถูกแบ่งเป็นสองส่วน  เนื่องจากทางหลวงสาย ๒๓ ตัดผ่าน  และมีการตั้งบ้านเรือนอยู่หนาแน่น  มีการทำนาและปลูกผักโดยรอบเนินดิน  ทำให้คูน้ำคันดินโบราณถูกทำลายลง  คูเมืองด้านทิศตะวันตก ได้ขุดลอกเป็นคลองระบายน้ำ
บ้านตาดทอง มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว  เป็นชุมชนเกษตรกรรม  พบหลักฐานการฝังศพแบบนอนหงาย  เครื่องใช้ที่พบได้แก่เศษภาชนะดินเผาแบบมีลายเขียนสีที่ขอบปาก ซึ่งพบทั่วไปในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้  ชุมชนแห่งนี้มีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาโดยตลอดจนถึง สมัยทวาราวดี และขอม  นับถือศาสนาพุทธ  ได้พบใบเสมาเป็นจำนวนมาก  ใบเสมาที่พบมีลักษณะต่างไปจากใบเสมาที่พบในชุมชนต้นและกลางแม่น้ำชี บริเวณจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์  รุ่นหลังลงมาจนถึงปัจจุบัน มีชุมชนไท - ลาวเข้าอยู่อาศัย  ศาสนสถานสำคัญของชุมชนคือ พระธาตุก่องข้าวน้อย และพระธาตุบ้านสะเดา

แหล่งโบราณคดีบ้านสงเปือย (ดงเมืองเตย)

อยู่ที่บ้านสงเปือย ตำบลสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว  ดงเมืองเตย เป็นชุมชนโบราณในลุ่มแม่น้ำชีตอนปลาย  ลักษณะเป็นเนินดินรูปร่างค่อนข้างรี  มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ  ความกว้างตามแนวแกนทิศตะวันตกเฉียงเหนือ - ทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๕๔๐ เมตร  ความยาวตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - ทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๖๕๐ เมตร  คู้กว้างประมาณ ๑๐๐ เมตร
ปัจจุบันดงเมืองเตยเป็นป่าโปร่ง  มีถนนตัดผ่ากลางตามแนวเหนือ - ใต้  มีซากโบราณสถานก่ออิฐสมัยเจนละ  มีเศษภาชนะดินเผาสมัยทวาราวดีกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก
ดงเมืองเตย เป็นชุมชนโบราณที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  เป็นชุมชนเกษตรกรรมใช้ขวานหินขัด  รู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผาและถลุงโลหะ  เพราะพบเศษภาชนะดินเผาแบบทุ่งกุลาร้องไห้ และตะกรันเหล็ก  มีประเพณีการฝังศพแบบฝังครั้งที่สอง ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในบริเวณ แม่น้ำมูล - ชี  มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว  นับถือทั้งศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ  สันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในชุมชนที่เรียกว่าเจนละ  มีศาสนสถานเป็นอาคารสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ  หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ส่วนยอดสันนิษฐานว่าเป็นมณฑปซ้อนขึ้นไป  เนื่องจากพบหินสลักรูปจำลองอาคารลักษณะเป็นกุฑุวงโค้งรูปเกือกม้า  ที่ฐานอาคารสลักลวดลายกลีบดอกไม้  มีอัฒจรรย์ที่ฐานบันไดทางขึ้นด้านหน้า  เป็นอาคารสถาปัตยกรรมยุคต้น ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียแบบคุปตะ และหลังคุปตะ  มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒

แหล่งโบราณคดีบ้านบึงแก

อยู่ที่บ้านบึงแก ตำบลบึงแก อำเภอมหาชนะชัย  ตั้งอยู่บนเนินดินที่มีลักษณะค่อนข้างกลมรี ความกว้างตามแนวทิศตะวันออก - ตะวันตกประมาณ ๔๕๐ เมตร  ความยาวตามแนวทิศเหนือ - ใต้ประมาณ ๖๕๐ เมตร  มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ  ด้านเหนือมีคันดินสามชั้น  ความกว้างของคันดินประมาณ ๓ เมตร  ความสูงประมาณ ๒.๕ เมตร  แนวคันดินด้านตะวันตกมี ๒ คัน  ด้านทิศใต้เหลือ ๑ คัน  ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปเพื่อทำนา ทำถนน และทำที่อยู่อาศัย คูน้ำมี ๒ ชั้น ทางด้านเหนือชั้นในกว้างประมาณ ๓๐ เมตร  ชั้นนอกกว้างประมาณ ๕๕ เมตร  เรียกว่าบึงเจ้าปู่  คูน้ำด้านทิศตะวันออกเป็นบึงขนาดใหญ่  รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เรียกว่าบึงหว้า  คูเมืองด้านทิศตะวันตกยังคงมีน้ำขังอยู่เต็ม ได้แก่บึงขัว และบึงหนาด  คูน้ำชั้นนอกปัจจุบันมีสภาพเป็นผืนนาเสียส่วนใหญ่
ภายในบริเวณหมู่บ้านได้พบโบราณวัตถุหลายชนิด ได้แก่ ใบเสมา พระพุทธรูปหินทราย แท่นหิน เศษภาชนะดิน เผาด้วยความร้อนต่ำ มีทั้งชนิดเนื้อหยาบ ไปถึงเนื้อละเอียดตกแต่งผิวด้วยแบบลายเชือกทาบ  แบบปั้นแปะ  แบบลายขูดขีด  แบบลายเขียนสีแดง และแบบลายเขียนสีขาว  นอกจากนั้นได้พบหลักศิลาจารึก ๑ หลัก เป็นอักษรขอมภาษาสันสกฤต  พบที่เนินดินกลางทุ่งนา ที่เรียกว่าโนนสังอยู่ห่างจากบ้านบึงแกออกไปประมาณ ๘๐๐ เมตร
ชุมชนแห่งนี้มีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องมาถึงสมัยทวาราวดี  มีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีดงศิลาแลง
อยู่ใกล้บ้านศรีฐาน ตำบลกระจาย  อำเภอป่าติ้ว  มีลักษณะเป็นเนินดินกลม  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐๐ เมตร  พบใบเสมาหินทราย และใบเสมาศิลาแลงไม่มีลวดลายสลักอยู่ประมาณ ๑๐ ใบ  จากตำแหน่งการปักใบเสมาที่ปักเรียงกัน ๓ ใบ ที่มุมทั้ง ๔ ของเนินและบริเวณกึ่งกลางด้าน ๓ ด้าน รวม ๗ ใบ  ให้ความสำคัญกับใบเสมาที่ปักอยู่กลาง ซึ่งอาจแสดงถึงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์
แหล่งโบราณคดีดงศิลาแลง  อยู่ในช่วงสมัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทวาราวดี  มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่าดงศิลาเลข

แหล่งโบราณคดีในเขตบ้านกู่จาน บ้านงิ้ว

อยู่ในเขตตำบลกู่จาน อำเภอคำเขื่อนแก้ว  มีหลักฐานทางโบรารคดีกระจายอยู่ในพื้นที่ ๓ บริเวณด้วยกันคือ
บริเวณดงปู่ตา อยู่ทางด้านทิศเหนือของบ้านกู่จาน  พบใบเสมาจำนวน ๑๐ ใบ  ทำจากหินทรายแดง รูปทรงด้านบนคล้ายกลีบดอกบัว  บริเวณกึ่งกลางใบสลักลวดลายเป็นสันนูน  และลายยอดสถูปเทินเหนือหม้อน้ำปูรณฆฏะที่มีความหมายแทนองค์สถูป  ใบเสมาเหล่านี้ปักอยู่ในลักษณะเดิมทั้งหมด  และยังพบใบเสมารูปแปดเหลี่ยมอีก ๑ ใบ  ทำด้วยศิลาแลง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘๐ เซ็นติเมตร สูง ๑ เมตรเศษ
บริเวณดอนกู่ มีศาสนสถานที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมร  ลักษณะเป็นปราสาทก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ  สร้างขึ้นประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แผนผังอาคารประกอบด้วยปราสาทประธาน บรรณาลัย และสระน้ำ  ปัจจุบันตัวปราสาทเหลือเพียงอิฐรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ ๗ เมตร  ด้านตะวันออกของปราสาทเป็นบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลง  สระน้ำอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาท เป็นสระรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส  บริเวณตัวปราสาทมีแท่นฐานทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า  สันนิษฐานว่าเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ ๓ องค์ ที่เรียกว่า รัตนตรัยมหายาน  ประกอบด้วยพระพุทธรูปปางนาคปรกอยู่ตรงกลาง  พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และนางปรัชญาปารมิตาขนาบอยู่สองข้าง
ลักษณะแผนผังอาคารคล้ายองค์ประกอบศาสนสถานที่เรียกว่า อโรคยาศาล หรือโรงพยาบาล ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ให้สร้างขึ้น ณ สถานที่ต่าง ๆ จำนวน ๑๐๒ แห่ง  ใช้สำหรับเป็นสถานพยาบาลประชาชนที่เจ็บป่วย มีพบอยู่ทั่วไปในเขมร และไทย
วัดกู่จาน เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว  มีชาวลาวอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกู่จาน  ห่างจากองค์พระธาตุไปทางทิศตะวันตก  ได้บูรณะพระธาตุเก่าที่มีอยู่เดิมตลอดมา  องค์พระธาตุเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบอีสาน (ล้านช้าง) คือมีส่วนยอดธาตุเป็นทรงบัวเหลี่ยม  ฐานพระธาตุต่ำลักษณะเป็นฐานบัว ประกอบด้วยบัวคว่ำบัวหงายเตี้ย ๆ  ส่วนท้องไม้มีลูกแก้วอกไก่คั่นกลาง  องค์เรือนธาตุค่อนข้างสูงไม่มีลวดลาย  ส่วนยอดธาตุเป็นทรงบัวเหลี่ยมซ้อนทับกันสองชั้น  มีกลีบบัวประดับส่วนโคนของพุ่มบัวเหลี่ยม  ยอดบนสุดประดับด้วยฉัตร

แหล่งโบราณคดีบ้านโนนเมืองน้อย
อยู่ที่บ้านโนนเมืองน้อย ตำบลดงแดนใหญ่ อำเภอคำเขื่อนแก้ว  ลักษณะเป็นเนินดินรูปวงรี  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐๐ เมตร  มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ๑ ชั้น  คูกว้างประมาณ ๑๖ เมตร  คันดินที่เหลืออยู่ทางด้านทิศตะวันออก - ตะวันตก กว้างประมาณ ๘ เมตร  ชุมชนโบราณแห่งนี้สันนิษฐานว่า มีอายุร่วมสมัยกับชุมชนโบราณบ้านบึงแก ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน คือ สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น หรือสมัยทวาราวดี  ประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีบ้านโพนแพง
อยู่ที่บ้านโพนแพง ตำบลน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง  มีลักษณะเป็นเนินดินรูปร่างค่อนข้างกลมรี มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖๐๐ เมตร  มีคูน้ำล้อมรอบ  แต่คันดินไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว  สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนโบราณสมัยทวาราวดีลพบุรี  ร่วมสมัยกับชุมชนโบราณบ้านน้ำอ้อม  บ้านโพนเมือง และบ้านแข้  มีอายุประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว  โบราณวัตถุที่พบ มีกำไล ลูกปัด  เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง เคลือบผิวสีน้ำตาล  ทำลวดลายขูดขีดเป็น ลอนคลื่นภายในลายวงกลมคู่ขนาน

แหล่งโบราณคดีบ้านน้ำอ้อม
อยู่ที่บ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง  มีลักษณะเป็นเนินดินรูปร่างค่อนข้างกลม  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕๐๐ เมตร  สูงประมาณ ๒ เมตร จากพื้นที่โดยรอบ  มีคูน้ำกว้างประมาณ ๔๐ เมตร ล้อมรอบ  โบราณวัตถุที่พบมีเศษภาชนะดินเผาเป็นจำนวนมาก เป็นชนิดเนื้อหยาบผสมด้วยเม็ดกรวด พืช มีทั้งแบบขึ้นรูปด้วยมือ และแป้นหมุน สีส้ม สีนวล  เป็นภาชนะแบบก่อนประวัติศาสตร์  แสดงว่าชุมชนแห่งนี้ได้เป็นที่อยู่อาศัยต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยทวาราวดี  มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีบ้านบากเรือ
อยู่ที่บ้านบากเรือ ตำบลกุดกุง อำเภอมหาชนะชัย  จากภาพถ่ายทางอากาศปรากฏมีร่องรอยคูน้ำคันดิน ซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านออกไปทางด้านทิศเหนือประมาณ ๓๐๐ เมตร  สันนิษฐานว่าชุมชนโบราณแห่งนี้มีอายุอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีบ้านหมายมาย
อยู่ที่บ้านหมายมาย ตำบลค้อวัง อำเภอค้อวัง  จากภาพถ่ายทางอากาศพบว่า  ชุมชนแห่งนี้มีการขุดคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปวงกลม  มีแนวลำชีเป็นคูเมืองทางด้านทิศใต้  เป็นชุมชนที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทวาราวดี และเขมร  มีอายุประมาณ ๑,๕๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีบ้านขุมเงิน
อยู่ที่บ้านขุมเงิน ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร  ไม่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ  มีร่องน้ำธรรมชาติไหลผ่านขึ้นไปทางด้านทิศเหนือ  เนินดินทางด้านทิศใต้ มีเศษภาชนะดินเผาทับถมเป็นชั้นหนา  พบหินดุซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปั้นภาชนะ  พบเศษภาชนะดินเผาก่อนประวัติศาสตร์ คือภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง  ที่ขอบปากมีการกดบากเป็นรอยคล้ายฟันปลา  นอกจากนั้นยังพบใบเสมา แสดงถึงการนับถือพุทธศาสนา เช่นเดียวกับชุมชนโบราณบ้านตาดทอง  ชุมชนโบราณแห่งนี้มีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมา ถึงสมัยทวาราวดี  มีอายุอยู่ประมาณ ๒,๕๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีบ้านโพนเมือง
อยู่ที่บ้านโพนเมือง ตำบลฟ้าหว่น อำเภอค้อวัง  บริเวณเนินดินพบโบราณวัตถุเป็นเศษภาชนะดินเผาเคลือบสีน้ำตาลแบบเครื่องถ้วย ลพบุรี  เช่นเดียวกับแหล่งโบราณคดีโดยรอบ  จึงสันนิษฐานว่าเป็นแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยกัน คือในช่วงสมัยทวาราวดี - ลพบุรี  มีอายุอยู่ประมาณ ๑,๕๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว

แหล่งโบราณคดีบ้านหัวเมือง
อยู่ที่บ้านหัวเมือง ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย  เป็นชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณลานตะพักลำน้ำระดับกลางของแม่น้ำชี  อยู่ห่างจากแม่น้ำประมาณ ๕ กิโลเมตร  บริเวณโดยรอบมีหนองน้ำหลายแห่ง  โบราณวัตถุที่พบมีเศษภาชนะดินเผา  พระพุทธรูป  ใบเสมา และฐานรูปเคารพ  ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนสมัยประวัติศาสตร์ ที่นับถือพุทธศาสนา และอยู่ในวัฒนธรรมทวาราวดีตั้งแต่เริ่มตั้งถิ่นฐาน  อยู่ในประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา  ต่อมาได้รับวัฒนธรรมลพบุรี ในประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘

แหล่งโบราณคดีบ้านแข้
อยู่ที่บ้านแข้ ตำบลฟ้าหว่น อำเภอค้อวัง  ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีอยู่ ๒ แห่งด้วยกันคือ
วัดป่าดงบ้านหอย เป็นซากโบราณสถานก่อด้วยอิฐ  ลักษณะเป็นฐานอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า  กว้างประมาณ ๕ เมตร ยาวประมาณ ๙ เมตร  มีบันไดทางขึ้นอยู่ทางด้านตะวันออก ตรงกลางเป็นแท่นสันนิษฐานว่าเป็นฐานรูปเคารพ  สันนิษฐานว่าชุมชนโบราณแห่งนี้มีอายุอยู่ในสมัยขอม  มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๘
บริเวณบ้านแข้โพนเมือง พบเศษภาชนะดินเผาเคลือบสีน้ำตาลสมัยลพบุรี

แหล่งโบราณคดีบ้านคูสองชั้น
อยู่ที่บ้านคูสองชั้น ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย เป็นชุมชนโบราณที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทวาราวดีและขอมรุ่นหลัง มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๘  นอกเมืองทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้  ได้พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เทวรูปสตรี ทำจากหินทราย  มีจารึกตัวอักษรขอมโบราณภาษาสันสกฤต  ประติมากรรมหินทราย  ฝาภาชนะเคลือบสีน้ำตาล  ถ้วยขนาดเล็กเคลือบสีน้ำตาลเข้ม  หินลับ และเศษภาชนะดินเผาซึ่งมีทั้งเนื้อดินสีส้ม สีนวล และเนื้อแกร่ง

แหล่งโบราณคดีบ้านเดิด
อยู่ที่บ้านเดิด ตำบลเดิด อำเภอเมือง ฯ ลักษณะเป็นเนินดินรูปวงกลม  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘๐๐ เมตร  มีร่องรอยคูเมืองเป็นรูปวงกลม ทางด้านตะวันตก  ด้านเหนือ และด้านตะวันออกมีหนองน้ำรูปสี่เหลี่ยม มีลักษณะเป็นหนองน้ำที่ขุดขึ้นมา  เนินดินด้านตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน ชาวบ้านเรียกว่าดอนผาแดง  เมื่อขุดลงไปได้พบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ทับถมกันอยู่ในระดับลึกจากยอดเนินลงไป ๓ เมตร  ชุมชนโบราณแห่งนี้ยังไม่มีการสำรวจ  ในชั้นต้นสันนิษฐานว่ามีอายุร่วมสมัยกับชุมชนโบราณบ้านตาดทอง

จารึกดงเมืองเตย


เป็นจารึกที่วงกบประตู  แสดงหลักฐานเกี่ยวกับการนับถือศาสนาฮินดู  โดยจารึกบนแผ่นหินทรายจำนวน ๕ แผ่น ๆ ละ ๑ ด้าน ๆ ละ ๔ บรรทัด  เป็นตัวอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต  อายุอยู่ประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๒ ข้อความในจารึกกล่าวถึง พระศรีมานประวรเสนะ  ผู้เป็นใหญ่ในเมืองสังวรปุระ และบุตรีคนที่ ๑๒ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจ ได้สร้างลิงคโลกที่เคารพบูชาไว้
นอนจากนี้ยังพบศิลาจารึกอักษรขอม ภาษาสันสกฤต  จับใจความไม่ได้  มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘

จารึกกู่จาน


เป็นจารึกบนแผ่นหินรูปใบเสมา เป็นอักษรปัลลวะ  ยังไม่สามารถกำหนดอายุได้

จารึกโนนสัง

เป็นจารึกบนแท่งหินทรายแดง ขนาดกว้าง ๖๔ เซ็นติเมตร สูง ๔๖ เซ็นติเมตร หนา ๓๖ เซ็นติเมตร  จารึกอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤด พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านบึงแก อำเภอมหาชนะชัย ปัจจุบันอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าโนนสัง ข้อความในจารึกกล่าวถึงความเชื่อในโลกทั้งสาม อันเป็นความเชื่อของศาสนาพรหมณ์

จารึกตาดทอง
เป็นจารึกบนแทงหินทรายแดงกว้างประมาณ ๔๕ เซ็นติเมตร  สูงประมาณ ๕๕ เซ็นติเมตร หนา จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤตและเขมร  มีข้อความจารึก ๒ ด้าน  ด้านที่ ๑ มี ๒๐ บรรทัด  ด้านที่ ๒ มี ๒๗ บรรทัด  ได้มีการอ่านด้านที่ ๑ ไปแล้ว แต่ด้านที่ ๒ ยังไม่ได้อ่านและพิมพ์เผยแพร่  เก็บรักษาอยู่ที่วัดโพธิศรีมงคล บ้านตาดทอง อำเภอยโสธร

จารึกวัดพระพุทธบาท
เป็นจารึกบนแท่งหินทรายแดงขนาดกว้าง ๔๖ เซ็นติเมตร สูง ๖๓ เซ็นติเมตร หนา ๒๘ เซ็นติเมตร  จารึกด้วยอักษรธรรมแบบล้านช้าง ภาษาลาวและบาลี  จารึกในสมัยกรุงธนบุรี  ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ยังไม่มีการอ่านแล้วพิมพ์เผยแพร่  เก็บรักษาอยู่ที่วัดพระพุทธบาท บ้านหนองยาง ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย

จารึกวัดมหาธาตุ
เป็นจารึกบนแท่งหินทรายแดง ขนาดกว้าง ๕๐ เซ็นติเมตร สูง ๗๘ เซ็นติเมตร หนา ๒๘ เซ็นติเมตร  จารึกไว้ด้านเดียวด้วยอักษรธรรม ภาษาลาว  มีอายุอยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ อยู่ที่ผนังโบสถ์ด้านตะวันตกของวัดมหาธาตุ อำเภอเมือง ฯ

มรดกทางพระพุทธศาสนา

พระธาตุตาดทอง หรือธาตุก่องข้าวน้อย

ตั้งอยู่นอกบ้านตาดทองไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑ กิโลเมตร อำเภอยโสธร  ตามตำนานกล่าวว่า สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๒๑ เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ก่ออิฐถือปูน  ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอีสาน ผสมเรือนธาตุอย่างล้านนา มีซุ้มจรนำทั้งสี่ทิศ ฐานเป็นฐานเขียงซ้อนกัน ๔ ชั้น ต่อขึ้นไป เป็นฐานปัทม์ ลักษณะบัวหงาย  มีลูกแก้วอกไก่คั่นกลาง รองรับเรือนธาตุที่ก่อซุ้มจรนำทั้ง ๔ ทิศ เป็นซุ้มหลอก  มียอดซุ้มโค้งแบบหน้านาง สลักลายปูนปั้นพรรณพฤกษา ด้านข้างซุ้มทำลายตาเวนหรือดวงตะวันประดับด้วยกระจก  ส่วนบนของเรือนธาตุลักษณะคล้ายบัวหงาย ยื่นออกมารองรับกับฐานปัทม์ช่วงล่าง  ส่วนยอดทรงบัวเหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ช่วง  ที่ยอดธาตุส่วนล่างทั้ง ๔ มีกาบยื่นออกมาทำเป็นรูปจำลองอาคารซ้อนกันขึ้นไป  ส่วนยอดสุดมีแอวขันคั่นเพื่อลดความสูง  เมื่อมองดูจึงเกิดความพอเหมาะพอดีในด้านทัศนศิลป์โดยรอบองค์เป็นกลุ่ม
ด้านหน้าขององค์ธาตุมีอุปมุง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส แบบศิลปกรรมอีสานลาว หลังคาโค้งมน ประดับลายปูนปั้น สันมุมทั้งสี่เป็นรูปพญานาคผงกหัวขึ้นในส่วนปลาย  ลำตัวทอดยาวไปตามส่วนโค้งของสันหลังคา  ส่วนยอดทำคล้ายธาตุจำลอง  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป
ประวัติความเป็นมาของพระธาตุแห่งนี้มีอยู่สองนัย  นัยหนึ่งมีที่มาจากตำนานก่องข้าวน้อย  อีกนัยหนึ่งมีที่มาจากการบูรณะพระธาตุพนม  บรรดาผู้ที่จะไปร่วมนำของมีค่าไปบรรจุที่พระธาตุพนม ได้เดินทางมาพักอยู่บริเวณใกล้บ้านตาดทอง ได้ข่าวว่าการบูรณะพระธาตุพนมเสร็จแล้ว  จึงได้พร้อมใจกันสร้างเจดีย์ครอบของมีค่าที่เตรียมมาดังกล่าวนั้น พร้อมกันนั้นชาวสะเดาตาดทอง ก็ได้นำถาดทองที่ใช้เป็นพานอัญเชิญวัตถุมงคล ไปบรรจุในพระธาตุพนม มารองรับวัตถุมงคลที่ชาวบ้านตั้งใจนำไปบรรจุในพระธาตุพนม  แล้วช่วยกันก่อเจดีย์บรรจุไว้

ธาตุบ้านสะเดา

ตั้งอยู่ที่บ้านสะเดา อำเภอเมือง ฯ องค์พระธาตุก่อด้วยอิฐสององค์แรก  มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์  เป็นรูปแบบของธาตุอีสานทรงแปดเหลี่ยม มีช่วงฐานต่ำ  เหนือขึ้นมาเป็นส่วนแอวขันรองรับองค์เรือนธาตุ  ลักษณะคล้ายลาดบัวขนาดใหญ่ทรงแปดเหลี่ยม  และยอดบัวคล้ายบัวแปดเหลี่ยมทรงสูง เป็นยอดธาตุที่ซ้อนกับสองชั้น คั่นด้วยแอวขันขนาดเล็ก ช่วงล่างมีลายปูนปั้นเป็นรูปกลีบบัว  เหนือสุดขององค์ธาตุเป็นยอดฉัตร ด้านหน้าของธาตุมีร่องรอยแท่นวางของบูชา
ธาตุองค์ที่สองตั้งอยู่ใกล้ธาตุองค์แรก  แต่มีขนาดเล็กกว่า  ปัจจุบันเหลือแต่เพียงส่วนฐาน  ตรงกลางมีลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยมคล้ายเป็นกรุ
โบราณวัตถุ ที่บรรจุในกรุกลางฐานได้แก่ พระพุทธรูปไม้แกะสลัก  พระพุทธรูปบุเงิน  พระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปตะกั่ว  พระพุทธรูปดินเผาสีแดงชาดปิดทอง  พระพิมพ์ กล้องยาสูบ  และเครื่องถ้วยจีนจากโบราณวัตถุ และลักษณะของธาตุ สันนิษฐานว่า  สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔  โดยฝีมือช่างพื้นเมือง

พระพุทธบาทบ้านหนองยาว
ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระพุทธบาท บ้านหนองยาว ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย  เป็นรอยพระพุทธบาทจำลองที่ทำขึ้นตามคตินิยมในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา  ในบริเวณเดียวกันได้พบพระพุทธรูปปางนาคปรก ทำด้วยหินทราย  พร้อมศิลาจารึกอักษรไทยน้อย  ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้กันแพร่หลายในกลุ่มไท - ลาวอีสาน  เมื่อร้อยปีก่อน  ข้อความในจารึกมีว่า  พระมหาอุดมปัญญา  ได้อาราธนารอยพระพุทธบาทมาแต่กรุงศรีอยุธยา

วัดมหาธาตุ

ปูชนียสถานในวัดได้แก่ พระธาตุพระอานนท์ และหอไตรกลางน้ำ
พระธาตุพระอานนท์ ออกแบบอย่างประณีต มีรูปแบบต่างจากธาตุอีสานทั่วไป  องค์พระธาตุก่ออิฐถือปูน  ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ยาวด้านละ ๘ เมตร สูง ๒๕.๓๐ เมตร ฐานสูง  ประกอบด้วยฐานเขียว ๓ ชั้น  แอวขันปากพานคอดกิ่ว  รองรับฐานบัวคว่ำบัวหงายท้องไม้มีลวดบัวลูกแก้วอกไก่คั่นกลาง  เรือนธาตุค่อนข้างสูง  แต่คั่นจังหวะให้ดูเล็กลงด้วยบัวคว่ำบัวหงาย หยักซ้อนกันขึ้นไปในช่วงล่าง  ซุ้มจรนำประดิษฐานรูปยืน (คือพระอานนท์) มียอดซุ้มโค้งแบบหน้านางตกแต่งลายปูนปั้นทางสีเหลือง  ส่วนยอดเป็นทรงดอกบัวเหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ชั้น  มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากทรวดทรงบัวเหลี่ยมของพระธาตุองค์อื่น  คือได้ยกกระเปาะยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน  แต่ชั้นฐานถึงส่วนยอดช่วงล่าง ได้เสริมยอดปลีทำเป็นรูปแบบจำลองอาคารซ้อนกันขึ้นไป  บนสุดเป็นยอดฉัตร
ตามตำนานพื้นบ้านกล่าวว่า พระธาตุองค์นี้สร้างขึ้นโดยเสนาบดีเก่าจากกรุงศรีสัตนาคนหุต  ทั้งยังส่งอิทธิพลทางรูปแบบการก่อสร้างให้กับพระธาตุตาดทอง  พระธาตุหนองสามหมื่น
ด้านหน้าองค์พระธาตุมีธาตุขนาดเล็ก  เป็นธาตุบรรจุอัฐิพระวิชัยราชขัตติยวงศา (อดีตเจ้าเมืองสิงห์ท่า)  ลักษณะธาตุได้รับอิทธิพลศิลปะจากหลวงพระบาง

หอไตรกลางน้ำ
เป็นอาคารไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านยาวยาวกว่าด้านกว้างอยู่ ๑ ช่วงเสา  เป็นอาคารทรงเตี้ย  หลังคาซ้อนลดหลั่นกัน  ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกาหางหงส์  เป็นศิลปกรรมแบบลาว  สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย - ต้นสมัยรัตนโกสินทร์  ภายในหอไตรเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ใบลาน เป็นจำนวนมาก

หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์

อยู่ที่วัดสระไตรนุรักษ์บ้านนาเวียง ตำบลนาเวียง อำเภอทรายมูล  เมื่อครั้งท่านเจ้าชาพระเถระผู้แตกฉาน ในธรรมพร้อมด้วยประชาชนส่วนหนึ่ง  ได้อพยพหลบหนีพระเจ้าสิริบุญสาร โดยได้รวบรวมทรัพย์สมบัติ และคัมภีร์ต่างๆ มาด้วย  ท่านเจ้าชาได้สร้างวัดขึ้นทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน  พร้อมขุดสระน้ำเพื่อสร้างหอไตรไว้เก็บคัมภีร์  สิ่งก่อสร้างในวัดประกอบด้วย หอไตร กุฎี  ศาลาโรงธรรม  สิมน้ำ  เป็นต้น
หอไตร มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบพม่า  สร้างโดยช่างลาวที่อพยพมาครั้งตั้งหมู่บ้าน  ตัวอาคารสร้างด้วยไม้  หันหน้าไปทางทิศตะวันตก กว้าง ๘.๓๐ เมตร ยาว ๑๐.๕๐ เมตร  หลังคามุงด้วยไม้ซ้อนลดหลั่นกัน ๔ ชั้น มีชายคายื่นออกมาทั้ง ๔ ด้าน  บานประตูแกะสลักลวดลายสวยงาม  รวมทั้งรายละเอียดต่างๆ ของช่อฟ้า กระจกประดับ  บัวเชิงชาย  หางหงส์ (ตัวหงา) มีลวดลายกนกซ้อนกัน ๔ ชั้น  ตรงกลางเป็นห้องทึบเป็นที่เก็บพรไตรปิฎก  มีทางเดินรอบนอก  พระไตรปิฎกผูกเป็นเรื่องราวบันทึกลงใบลาน  แยกเป็นหมวดหมู่ ทั้งภาษาไทยอีสาน ขอม บาลี ตัวหนังสือเป็นอักษรธรรม  อักษรไทยน้อย และอักษรขอม  มีคัมภีร์ใบลานอยู่ทั้งหมด ๑๙๘ มัด ๑,๕๕๓ ผูก

พระพุทธรูปโบราณวัดสิงห์ท่า


ประดิษฐานอยู่ที่วัดสิงห์ท่า  บ้านสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอเมือง ฯ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  ก่ออิฐฉาบปูนลงรักปิดทอง  หน้าตักกว้างประมาณ ๓ เมตร
พระพุทธรูปองค์นี้ตามตำนานกล่าวว่าได้ประดิษฐานอยู่ก่อนที่คนไท - ลาว เชื้อสายพระวอ พระตา จะอพยพเข้ามาอยู่  ชาวยโสธรจัดให้มีพิธีสรงน้ำสงกรานต์เป็นประจำทุกปี

พระพุทธรูปโบราณวัดศรีธาตุ

ประดิษฐาน อยู่ที่วัดศรีธาตุ  บ้านสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอเมือง ฯ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  ก่ออิฐฉาบปูนลงรักปิดทอง  หน้าตักกว้าง ๓ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร  มีศิลปะการสร้างคล้าย พระพุทธรูปโบราณวัดสิงห์ท่า

วัดพระธาตุคำบุ (พระธาตุเก่า)

อยู่ที่บ้านดอนกลาง ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง ฯ มีเรียกกันหลายชื่อด้วยกัน ได้แก่ พระธาตุเก่า พระธาตุหลักโลก พระธาตุโลกบาล มีโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่พบดังนี้
เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม มีลักษณะคล้ายส่วนบนของพระธาตุจอมศรี  บนยอดเขาภูศรีเมืองหลวงพระบาง และพระธาตุดำ ที่นครเวียงจันทน์  เป็นเจดีย์รูปแบบศิลปะลาว  ชาวยโสธรเชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่ราชวงศ์ลาวรุ่นก่อนมาสร้างไว้
พระพุทธรูปปางมารวิชัย  ก่ออิฐฉาบปูน  ประดิษฐานอยู่ห่างจากเจดีย์ประมาณ ๓ เมตร ทุกปีจะมีพิธีสรงน้ำสงกรานต์พระเจดีย์องค์นี้

พระธาตุหลักคำ
ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุหลักดำ บ้านน้ำดำน้อย  ตำบลน้ำดำน้อย อำเภอเมือง ฯ เป็นเจดีย์สององค์ติดกัน มีประวัติเล่าสืบกันมาว่า พระครูหลักคำ  ซึ่งดำรงตำแหน่งสังฆปาโมกข์ประจำเมือง  จำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุในเมืองยโสธร  ต่อมาท่านไม่พอใจเจ้าเมือง จึงขนเครื่องบริขาร และคัมภีร์ใบลานลงเรือตามลำน้ำทวน มาสร้างวัดที่วัดบ้านน้ำดำน้อย  ท่านได้สงวนป่าไม้ไว้เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งยังคงสภาพมาจนถึงปัจจุบัน  ท่านได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่บรรจุเครื่องลางของขลัง  และคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาไว้ภายใน  ส่วนเจดีย์องค์เล็กชาวบ้านได้สร้างขึ้นหลังจากท่านมรณภาพแล้ว เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน

พระธาตุบ้านเวิน
ประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านเวิน ตำบลผือฮี อำเภอมหาชนะชัย เป็นสถูปเก่าและชำรุดทรุดโทรมมาก มีตำนานกล่าวว่า  ในอดีตสมัยที่พระเรืองชัยชนะยกกำลังมาตั้งเมืองมหาชนะชัยที่บ้านเวินนั้น  ณ ตรงที่ตั้งเจดีย์แห่งนี้มีรูขนาดใหญ่  วันดีคืนดีจะมีนางนาคจากแม่น้ำชี แปลงร่างเป็นหญิงสาวสวยมายืมฟืมจากชาวบ้านไปทอผ้า  เมื่อชาวบ้านให้ยืมฟืมแล้วก็สะกดรอยตามหญิงสาวนั้นไป  เมื่อไปถึงรูดังกล่าวหญิงสาวนั้นก็หายตัวลงไปในรู  ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่า  หญิงสาวผู้นั้นอาจเป็นธิดาพญานาค  จึงได้ช่วยกันสร้างสถูปเจดีย์ปิดทับช่องทางขึ้นลงของพญานาคเสีย  แล้วนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ภายในสถูป  สมัยต่อมาได้มีการย้ายเมืองมหาชนะชัยไปอยู่ที่บ้านฟ้าหยาด  สถูปเจดีย์องค์นี้จึงถูกทิ้งร้างไว้  ในระยะต่อมาจึงได้มีชาวไท - ลาว จากลุ่มน้ำมูล อพยพเข้ามาตั้งชุมชนใหม่ เป็นบ้านเวินในปัจจุบัน

พระธาตุฝุ่น


ตั้งอยู่กลางป่าห่างจากบ้านทรายมูลไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๓ กิโลเมตร  อยู่ในเขตอำเภอทรายมูล พระธาตุฝุ่นเป็นเจดีย์เก่าแก่  อยู่ในสภาพพังทลายไปมาก  ชาวบ้านได้สร้างอาคารมุงหลังคาคลุมเอาไว้  พร้อมทั้งได้สร้างพระพุทธรูปปูนปั้น ขนาดหน้าตักกว้าง ๑ เมตรเศษ ประดิษฐานไว้ทางด้านตะวันตกขององค์พระธาตุ  เพื่อเป็นที่สักการบูชา  ต่อมาได้มีการสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ขึ้นแทน  ตั้งอยู่ห่างจากพระธาตุเก่าประมาณ ๙ เมตร
ประวัติความเป็นมาที่เล่าสืบกันมาประมวลได้ว่า  เมื่อชาวบ้านทรายมูลอพยพมาจากเวียงจันทน์  ก่อนอพยพ หัวหน้าผู้นำชาวบ้านได้ให้ทุกคนขุดเอาดินตรงที่ฝังสายรก (ภาษาอีสานเรียก สายแฮ)  คือดินจากบ้านเกิดคนละ ๑ กำมือ  เอาผ้าขาวห่อนำติดตัวมาด้วยทุกคน  เพื่อให้แม่พระธรณีจากบ้านเกิดช่วยคุ้มครอง ดูแลตลอดเวลาการเดินทาง  เมื่อเดินทางมาถึงจุดที่เหมาะสมที่จะตั้งชุมชนแห่งใหม่  คือบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระธาตุแห่งนี้  จึงให้ทุกคนเอาดินที่นำติดตัวมา  กองรวมกันแล้วสร้างเจดีย์ครอบไว้  เพื่อเป็นการรำลึกถึงแม่พระธรณีบ้านเกิด  จัดให้มีการสักการบูชาเป็นประจำทุกปี  ดินที่ทุกคนนำมานั้นเรียกว่าดินฝุ่น  พระเจดีย์ที่สร้างขึ้นจึงเรียกว่าพระธาตุดินฝุ่น  ต่อมาชื่อได้กร่อนไปเป็นพระธาตุฝุ่น  ส่วนคำว่าดินฝุ่นนั้นรวมกันเรียกว่า ทรายมูล  คือเป็นดินทรายอันเป็นมรดกจากบ้านเดิม ตั้งชื่อว่า บ้านทรายมูล

วัดป่าดอนธาตุ

ตั้งอยู่ในแนวป่าระหว่างบ้านบ่อบึงกับบ้านน้อยโพนจาน ตำบลสงยาง อำเภอมหาชนะชัย  ตามลักษณะและสภาพโบราณสถานน่าจะเป็นวัดร้าง  เพราะมีกองอิฐซึ่งน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทพระอุโบสถ หรือที่ทางอีสานเรียกว่าสิม  และมีเจดีย์ที่ปรักหักพังลงมา เหลือแต่เพียงส่วนฐานขึ้นไปถึงส่วนแอวขัน  มีศิลปะปูนปั้นเป็นลายก้านขด มีก้นหอยอยู่ด้านบน มีกาบซ้อนหอยลงสู่เบื้องล่าง  ศิลปะคล้ายหรือเหมือนกันกับธาตุบรรจุอัฐิของเจ้าพระยาวิชัยราชขัติยวงศา  ทั้งรูปแบบและขนาด

รอยพระพุทธบาทจำลองวัดป่าอัมพวัน

วัดป่าอัมพวันตั้งอยู่ในอำเภอเมือง ฯ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยที่เมืองยโสธรมีเจ้าเมืองตามการปกครองหัวเมือง ลาว  มีพระอุโบสถและมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท  รอยพระพุทธบาทสร้างด้วยหินทรายแดง  กว้างประมาณ ๘๐ เซ็นติเมตร  ยาวประมาณ ๓ เมตร ที่ขอบรอยมีลายแกะสลักเป็นลายก้านขด  ฐานด้านข้างเป็นรอยกลีบบัวซ้อนเหลื่อมกัน  ตัวมณฑปเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มียอดเรียวแหลมลดหลั่นจากเรือนมณฑปขึ้นไป
ประวัติความเป็นมา กล่าวว่า วัดป่าอัมพวันสร้างโดยพระสุนทรราชวงศา (ศรีสุพรหม) กับอุปฮาดเงาะ  อุปฮาดเงาะได้รับหน้าที่เป็นนายกอง คุมไพร่พลและเสบียงไปสมทบกับกองทัพของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม  คราวไปปราบศึกฮ่อที่หนองคาย  มีความชอบได้รับโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศเป็นเจ้าอุปฮาด เจ้าอุปฮาดดีใจมากจึงได้พาญาติพี้น้อง และบ่าวไพร่ไปเลือกหินจากริมน้ำห้วยทวน  ข้างบ้านสิงห์โคก  นำมาสร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง  แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนแท่นข้างโบสถ์ ชาวเมืองเรียกว่า หอพระบาท

รอยพระพุทธบาทจำลองวัดศรีธรรมาราม

เดิมรอยพระพุทธบาทจำลองชิ้นนี้ ได้เคยประดิษฐานอยู่ที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ  ต่อมาวัดดังกล่าวไม่มีสงฆ์อยู่ครอง  ทางวัดศรีธรรมารามจึงได้ขอเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่วัดจนถึงปัจจุบัน

รอยพระพุทธบาทจำลองวัดพระพุทธบาทบ้านหนองยาง
เป็นรอยพระพุทธบาทที่สลักจากหินทราย  ด้านบนฝ่าพระบาทสลักลายมงคล ๑๐๘ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในศาลาโถงวัดพระพุทธบาทยโสธร  จึงเรียกว่า รอยพระพุทธบาทยโสธร  ตามประวัติกล่าวว่าพระมหาอุตตมปัญญา และลัทธิวิหาริกได้นำมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นโดยอิทธิพลวัฒนธรรมอีสาน (ล้านช้าง) หรือล้านนา  อายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕ ช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
รอยพระพุทธบาทจำลองวัดภูกลอย


ประดิษฐานอยู่ที่วัดภูกลอย หรือวัดเทวัญคีรี อำเภอไทยเจริญ อยู่บนภูเตี้ย ๆ ทางด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาชัน  ด้านทิศตะวันตกเป็นหินลาดต่ำลงไปจนจดลำธาร  ทิศเหนือ - ใต้เป็นหินแตก  รอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ติดอยู่บนโขดหิน  ลักษณะของรอยเหมือนคนเหยียบลงไปบนดินเหนียว  แล้วถอยเท้ายกขึ้นเหมือนรอยเท้าคนจริง ๆ แต่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าคนธรรมดาทั่วไป  ทางวัดได้ก่อสถูปเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทไว้  นับว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของอำเภอไทยเจริญ

วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ

อยู่ในเขตตำบลในเมือง อำเภอเมือง ฯ จากพงศาวดารเมืองยโสธร ฉบับของพระยามหาอำมาตยาธิบดี มีความว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๘ เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์ได้สู้รบกับทางกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพ  ยกกำลังไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองพานพร้าว  และเมื่อพระพิชัยสงครามซึ่งยกกำลังล่วงหน้าไปก่อน  เสียทีแก่ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์  พระยาราชสุภาวดีจึงให้ถอยกำลังมาตั้งอยู่ที่เมืองยโสธร  แล้วทำพิธีปฐมกรรมตัดไม้ข่มนาม  สถานที่ขุมนุมทำพิธีคือที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิแห่งนี้ ต่อมาอุปฮาดแพงรักษาการเจ้าเมืองยโสธร ได้รับพระบัญชาให้จัดกองทัพไปช่วยรบทางเมือง เสียมราฐ ประทายเพชร และพระตะบอง  ก่อนนำทัพไปรบก็ได้ทำพิธีที่เนินตรงวัดทุ่งสว่างชัยภูมิ เช่นกัน  เมื่อไปรบมีชัยชนะกลับมา  เห็นว่าพื้นที่โนนทุ่งนี้เป็นชัยภูมิดีเลิศ  จึงได้สร้างธาตุเจดีย์ แล้วยกขึ้นเป็นวัด ชื่อวัดชัยชนะสงคราม หรืออีกชื่อหนึ่งว่า วัดบูรพาทิศาราม  แล้วอัญเชิญรอยพระพุทธบาท จากวัดใต้ศรีมงคลมาประดิษฐานไว้ภายในพระเจดีย์ดังกล่าว  แต่ต่อมารอยพระพุทธบาทจำลองนี้ได้ย้ายไปไว้ที่วัดศรีธรรมาราม และองค์พระเจดีย์ได้มีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔

พระอุโบสถวัดใต้ศรีมงคล

วัดใต้เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองยโสธร  มีพระอุโบสถที่มีรูปแบบทางศิลปะล้านนาผสมล้านช้าง  กล่าวคือใต้หน้าบันลงมาระหว่างเสาสองต้น  จะมีลวดลายไม้แกะสลักห้อยลามลงมาตามเสาทั้งสอง แล้วห้อยย้อยลงตรงกลางเหมือนรวงผึ้ง  ส่วนเสาไปหาระเบียงก็ประดับลวดลายระหว่างเสาเช่นเดียวกัน  เสาเป็นรูปเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง  มีกลีบบัวสัตบุษย์หงายรองรับส่วนบน  ภายในวัดนี้ได้พบธรรมาสน์ และโฮงเทียนศิลปะลาวรุ่นเก่า  พระอุโบสถแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ที่ยังคงสภาพมาจนถึงปัจจุบัน

หอไตรวัดศรีธาตุ


เป็นหอไตรตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีระเบียงรอบยื่นมาติดเสาระเบียง  เดิมใช้เป็นที่เก็บหนังสือผูกใบลานต่าง ๆ รวมทั้งเอกสารพื้นเมืองที่เก่าแก่  ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรมมาก  แต่ยังคงคุณค่าสูงในทางสถาปัตยกรรม บานประตูเป็นลายเครือเถา  และสลักลวดลายสวยงาม

 

ข้อมูจาก : การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยโสธร
และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี ( อุบลราชธานี : ยโสธร : อำนาจเจริญ )

Share